วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

เรื่องผีๆๆๆ ขนหัวลุก

ผีบ้านทรงไทย

ผีบ้านทรงไทย



ญาติผู้ใหญ่ของผมคนหนึ่งมีชื่อว่าลุงชด ชอบเรียนวิชาอาคมและเป็นนักสะสมพระเครื่องตัวยง ส่วนเครื่องรางของขลังก็พอมีบ้างแต่ไม่มากนัก
ลุงชดนี่แหละที่ทำให้เรารู้ความจริงว่า ในโลกนี้ผีมีจริง !!!
สมัยที่ลุงชดยังเป็นหนุ่มๆ แกเป็นคนใจร้อน ใครมาท้าตีท้าต่อยเป็นไม่ได้ เลือดของนักสู้เป็นต้องเดือดพล่านขึ้นมาทันที ด้วยเหตุนี้เองทำให้ลุงชดต้องเรียนรู้เรื่องราวของวิชาอาคม ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของผู้ชายอยู่แล้ว
…….หลังบ้านของลุงชดอยู่ติดกับวัดขวิด ซึ่งสมัยก่อนมีกิตติศัพท์ในเรื่องผีดุเป็นอันมาก ไม่มีใครกล้าเดินผ่านวัดในเวลากลางคืน แต่ลุงชดกลับเดินผ่านป่าช้าอย่างสบายใจ เหมือนว่าในป่าช้าเป็นห้างสรรพสินค้ายังไงยังงั้น
“ถามจริงๆ เถอะครับลุง ไม่เคยถูกผีหลอกบ้างเลยรึ”
“เราต้องแยกแยะให้ออก ผีหลอกกับผีมาปรากฏร่างมันคนละเรื่องกัน แต่คนทั่วไปมักเข้าใจผิด คิดว่าทุกครั้งที่เห็นผีมักจะทึกทักว่าถูกผีหลอกที่จริงแล้วไม่ใช่ เขาอาจจะมาปรากฏตัวให้เห็นเพราะต้องการจะบอกอะไรเราบางอย่าง บางครั้งผีมีความหิวโหย ไม่มีใครทำบุญอุทิศส่วนกุศลมาให้ แต่เราเป็นผู้ที่มีจิตใจเอื้ออารี ผีจึงมาขอส่วนบุญโดยการปรากฏร่างให้เห็น”
“ที่บอกว่าผีมาบอกอะไรเราบางอย่าง หมายความว่าอย่างไร?”
“ผีนั้นมีความสามารถพิเศษ คือเขาสามารถล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคต รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับใครบางคน หากว่าเขามีความปรารถนาดี ไม่ต้องการให้คนผู้นั้นต้องได้รับเคราะห์กรรม เขาก็จะมาปรากฏร่างให้เห็น เพื่อเป็นการเตือนให้ระวังตัว คงจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ผีมาบอก”
“ลุงห้อยพระเครื่องบ้างหรือเปล่า”
“ไม่เคยห้อยพระเครื่อง คนที่ห้อยพระเครื่องแต่ทำตัวไม่ดี ห้อยพระก็เท่านั้นไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก”
“ได้ข่าวว่าลุงเคยถูกฟันแต่ไม่เข้า”
“ตอนนั้นไปมีเรื่องกับนักเลงวัดบ้านทวน มันเกเรชอบหาเรื่องชาวบ้าน เห็นพวกสาวๆ เป็นไม่ได้ ไม่เลือกว่าเป็นลูกเขาเมียใคร มันจีบดะไม่เลือกหน้า ลุงก็เลยท้าพวกมันดวล แต่มันเล่นทีเผลอตอนที่เรายังไม่ทันระวังตัว อีดาบยาวฟันเราเข้าที่กลางหลัง ตอนนั้นสะดุ้งคิดว่าเหวะแล้ว แต่พอรู้ว่าไม่เข้ากำลังใจมาเป็นกระบุง เลยไล่แทงพวกมันจนหนีกระเจิง”
“ไม่น่าเชื่อนะครับว่าเรื่องคงกระพันชาตรีมันจะมีจริง”
“ยังมีความลี้ลับในโลกนี้ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย แต่คนทั่วไปมักมองว่าสิ่งไหนพิสูจน์ไม่ได้ แสดงว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องเหลวไหล อย่าไปเชื่อ อย่างกับเรื่องผีเหมือนกัน คนชอบพูดกันนักว่าอย่าไปเชื่อ ในโลกนี้ไม่มีผีหรอก แต่ลุงเคยเจอจะจะมาแล้วจนนับไม่ถ้วน สนใจอยากจะฟังหรือเปล่าล่ะ”
……..ประสบการณ์ผีเรื่องแรกที่ลุงชดเล่าให้ฟังก็คือ “ผีที่บ้านทรงไทย” ซึ่งบ้านทรงไทยหลังดังกล่าว อยู่ที่อำเภอองค์รักษ์ จังหวัดนายก ปัจจุบันบ้านหลังกล่าวก็ยังอยู่ แต่ถูกดัดแปลงบางส่วนให้เป็นร้านอาหารไปแล้ว
“วันนั้นลุงไปหาเพื่อนที่จังหวัดนครนายก เพื่อนเก่าไม่ได้เจอกันมานาน มันก็กินติดลมไปหน่อย รถเที่ยวสุดท้ายก็เลยหมด เพื่อนก็เลยให้นอนค้างที่บ้าน ใจจริงของลุงไม่อยากนอนค้างที่บ้านของเพื่อนสักเท่าไหร่ มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราหวาดระวัง คล้ายกับว่ามีคนมองเราอยู่ ไม่ว่าเราจะทำก็ตาม
ลุงกับเพื่อนนั่งกินเหล้ากันอีกพักก็แยกย้ายกันไปนอน ลุงนอนในห้องที่เพื่อนจัดเอาไว้ให้ เป็นห้องเล็กๆ ในห้องมีโกฐใส่กระดูกตั้งอยู่ ตอนนั้นใจไม่สู้ดี แต่จะบอกเพื่อนว่ากลัวก็ไม่ได้ เพราะเพื่อนรู้ว่าลุงเป็นคนไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้ว
พอกำลังเคลิ้มๆ จวนจะหลับ ก็ได้ยินคนพูดข้างหูบอกว่า ออกไปจากห้องของกู ออกไปจากห้องของกู ตอนแรกคิดว่าเราหูแว่วไปเอง พยายามไม่คิดอะไร คราวนี้ไม่ได้ยินเสียงแต่ถูกดึงขา ลุงก็ชักเท้ากลับสวดมนต์เป็นการใหญ่ มีเสียงเท้าคนเดินรอบๆ ห้อง ลุงตัดสินใจเป็นไรเป็นกันวะ เปิดมุ้งลุกขึ้นยืนทันที ในห้องมันมีแสงสว่างลางๆ ไม่ถึงกับมืดเสียทีเดียว ลุงจึงมองเห็นแบบลางๆ ว่ามีผู้หญิงแก่ๆ ยืนอยู่ที่มุมห้อง ตอนนั้นสติแทบแตกโวยวายลั่นห้องจนเพื่อนตกใจตื่น ลุงก็เลยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนบอกว่าห้องนี้เป็นห้องยายของมันเอง ยายตายในห้องนี้ และที่นอนที่ลุงนอนก็เป็นของยายมัน
เพื่อนบอกว่าลืมจุดธูปบอกยายของมันว่าลุงจะเข้ามานอนในห้องนี้ ตอนนั้นมันก็จวนจะสว่างแล้ว ลุงก็เลยนั่งกินเหล้าต่อกับเพื่อน ไม่คิดจะกลับไปนอนในห้องนั้นอีกเลย นี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของลุงที่ถูกผีหลอก จากนั้นลุงก็เริ่มศึกษาเรื่องราวของไสยศาสตร์ ศึกษาเรื่องจิตและวิญญาณ ยังมีสิ่งต่างๆ อีกเป็นจำนวนมากที่มีอยู่ในโลกนี้ แต่คนธรรมดาสัมผัสไม่ได้ จับต้องไม่ได้”
…….อีกประสบการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นกับลุงชดเป็นเรื่องของ “ผีสาวเฮี้ยน” ซึ่งเกิดที่จังหวัดลพบุรี
“ญาติคนหนึ่งของลุงไปเปิดร้านขายของที่จังหวัดลพบุรี วันเปิดร้านเขาก็ชวนพวกญาติๆ ไปทำบุญที่ร้าน ลุงก็ไปแต่ถึงลพบุรีก็ดึกมากแล้ว ตอนนั้นรู้สึกหิวก็เลยแวะทานข้าวต้ม ร้านข้าวต้มอยู่ติดกับสถานีรถไฟ ตอนที่กำลังนั่งกินข้าวต้มอยู่นั้น ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านมา การแต่งเนื้อแต่งตัวก็ดี หิ้วกระเป๋าเดินทางใบเล็กๆ มาใบนึง แต่ลุงก็ไม่ได้สนใจอะไร พอกินเสร็จก็ขึ้นรถ ผู้หญิงคนนั้นเดินมาหาลุง แล้วถามลุงว่าจะไปทางไหน ลุงบอกว่าไปทางลำนารายณ์ เขาก็บอกว่าไปทางเดียวกัน ขอติดรถไปด้วยคน ลุงเห็นเป็นผู้หญิงก็สงสารเลยให้นั่งรถไปด้วย
พอขับรถออกมาได้สักพัก มันก็เริ่มได้กลิ่นเหมือนมีอะไรเน่าๆ อยู่ในรถ กลิ่นมันเหม็นมาก ลุงถามผู้หญิงคนนั้นว่าได้กลิ่นอะไรหรือเปล่า เขาก็พยักหน้าบอกว่ากลิ่นศพคนตาย ลุงบอกว่าไม่ใช่หรอก มันเป็นกลิ่นหนูตายต่างหาก กลิ่นศพที่ไหนกัน พอลุงพูดจบผู้หญิงคนนั้นก็หัวเราะ มันเป็นเสียงหัวเราะที่เยือกเย็น ไม่ใช่เสียงคนอย่างแน่นอน พอลุงหันไปมองก็เห็นใบหน้าผู้หญิงคนนั้นเน่าเฟะ ดวงตาห้อยออกมานอกเบ้า น่ากลัวมาก ตอนนั้นลุงเหยียบเบรกรถทันที ความตั้งสิตแล้วสวดคาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ ร่างของผีผู้หญิงก็หายวับไป
พอไปถึงบ้านญาติลุงก็เล่าเหตุการณ์ที่เจอมาให้พวกเขาฟัง ทีแรกก็ไม่มีใครเชื่อคิดว่าลุงโกหก แต่บังเอิญมีญาติคนหนึ่งเป็นตำรวจถามลุงว่า ผู้หญิงที่ลุงพบใส่เสื้อสีแดงลายดำ ลุงกางเกงขาวใช่หรือเปล่า ลุงก็บอกว่าใช่ เขาบอกว่าผู้หญิงคนนั้นชื่อว่า “เพ็ญ” เป็นคนจันทบุรี มาตามสามีที่จังหวัดลพบุรี แต่ถูกคนร้ายลวงไปข่มขืนแล้วฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยม หลังจากนั้นปรากฏว่าผีของเพ็ญได้ออกอาละวาด เที่ยวหลอกหลอนชาวบ้านเป็นประจำ ตำรวจเองก็ยังถูกหลอกจนไม่กล้าออกตรวจพื้นที่
วันรุ่งขึ้นลุงก็เลยใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้เพ็ญ คืนนั้นเพ็ญก็มาเข้าฝันลุง พร้อมกับขอบคุณที่ลุงทำบุญให้เธอ เธอบอกว่าจะไปผุดไปเกิดเสียที”



 


กรรมที่ทำกับแมว
เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้วเป็นเรื่องที่เกิด ขึ้นกับครอบครัวหนึ่ง ซึ่งตาของเพื่อนเล่าให้เพื่อนฟังอายุ 10 ขวบเห็นจะได้ เล่าให้ฟังว่า ตาได้สร้างเวรสร้างกรรมไว้อย่างสาหัส

ตอนนั้นยายเรียกให้ทุกคนในบ้านออกมากินข้าว
โดยที่วางสำรับข้าวไว้ ขณะที่ตากำลังเดินออกมา ก็บังเอิญเห็นเจ้าแมวตัวหนึ่งกำลังคาบเอาปลาดุกย่างไป ตาจึงวิ่งไล่ตาม หวังให้มันปล่อยปลาดุกอย่างตัวนั้นออกจากปาก แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เจ้าแมวตัวนั้นกระโดดเข้ากองฟาง

ตาเห็นดังนั้นก็ย้อนเข้าบ้านสักครู่
ก็ออกมาพร้อมกับปืนลูกซองพร้อมกับไม้ขีดไฟ ยายพยายามห้ามตาว่าให้ปล่อยมันไป ตาก็ไม่ยอมฟัง แล้วตาก็เริ่มเผากองฟางกองนั้น เมื่อไฟโหมแรงขึ้น เจ้าแมวตัวนั้นก็กระโดดออกมาจากกองฟาง แต่ครั้งนี้ในปากของมันจากที่เป็นปลาดุกย่างตัวนั้น มันกลายเป็นลูกแมวที่ยังไม่ลืมตา เจ้าแมวตัวนั้นวิ่งออกมา

ส่วนทางตาที่เตรียมขึ้นไกปืนไว้รอท่าอยู่แล้ว
ก็ยิงสวนออกไป สิ้นเสียง เจ้าแมวตัวนั้นก็ลอยกระเด็นเข้ากองฟางไป ตาหัวเราะชอบใจในฝีมือของตัวเอง แต่ยายปล่อยน้ำตาไหลออกมา ก่อนที่จะลุกขึ้นไปดูมัน สภาพนางแมวสาวตัวนี้มีเต้านมถึงสี่เต้าแสดงว่ามันไม่ได้มีลูกแค่ตัวเดียว อย่างน้อยต้องมีสักสี่ตัว ซึ่งบัดนี้คงนอนตายอยู่กลางเพลิงไฟไปเรียบร้อยแล้ว

บุญเจ้าแมวน้อยที่แม่คาบออกมา
ยายจึงรีบจับมันมา หวังชุบเลี้ยงแทนแม่ของมัน เราไม่มีโอกาสรู้เลยว่า กรรมที่ตาสร้างไว้ครั้งนี้จะส่งย้อนกลับมายังตาในวันหนึ่ง ขณะที่ตาจูงควายจะไปเทียบเกวียน แต่ควายตัวนั้นมันดื้อ ตาจึงใช้ไม้ฟาดมันอย่างหนัก ตามนิสัยโมโหร้ายของตา ครั้งนี้เจ้าควายตัวนั้น ตัวที่ตามักจะระบายอารมณ์ใส่มันด้วยความเกลียดชังกลับโต้ตอบ มันแว้งขวิดเข้าที่สะโพก แล้วตาก็ยิงมันตายในที่สุด

แผลที่เกิดจากควายขวิดไม่คิดว่าจะส่งผลต่อมาให้ตา
แต่แรกก็รักษาด้วยยาสามัญประจำบ้านกันไปตามมีตามเกิด อีกทั้งไม่คิดว่า แผลที่ว่านั้นจะหนักหนา แต่แล้วมันกลับสาหัสมากขึ้น จนกระทั่งตาลุกเดินไปไม่ได้ ขาข้างหนึ่งของตาลีบเล็กลงไม่นานแผลนั้นก็เริ่มเน่าเฟอะส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว ตาเริ่มร้องด้วยความทรมานทุกวัน มีคนพูดว่าเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เหมือนเสียง “วัว” เสียง “ควาย” สร้างความทุกข์ทรมานให้ตาอยู่ทุกวัน และวาระสุดท้ายของตาก็มาถึง

วันนั้นพ่อแม่เพื่อนผมพากันออกไปดูหนังขายยาที่เข้ามาในหมู่บ้านของเรา
ปล่อยให้ตายายอยู่บ้าน ขณะที่กำลังดูหนังอยู่นั้นก็มีเสียงตะโกนว่า “ไฟไหม้” พอหันไปมองแสงสีเพลิงที่เด่นเป็นสง่ากลางความมืด ไฟที่รุกโชติช่วงอยู่นั้น เป็นบ้านของเพื่อนผม พ่อแม่วิ่งกลับไปทันทีพร้อมๆ กับเพื่อนพ่อแม่ต่างก็วิ่งไปช่วยกันเป็นการใหญ่

แต่ดูเหมือนจะสายไปแล้ว
พอถึงบ้านแม่ก็เห็นยายนั่งร้องไห้อยู่กับพื้นดิน ได้แต่ร้องเรียกตาที่อยู่ในกองเพลิง ไฟไหม้หมดไปทั้งหลัง สภาพศพของตานั้นดูไม่เหมือนคนเดิม เพราะสภาพบัดนี้ได้กลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว

ยายเล่าให้ฟังว่า
ขณะที่นอนอยู่กับตานั้น มีแมลงทับบินเข้ามาเล่นตะเกียงไฟ ลูกแมวกำลังซนจึงวิ่งเล่นไล่จับแมลงทับ แล้วไปโดนตะเกียงไฟล้มไปติดมุ้ง ไฟก็เริ่มติด ยายพยายามที่จะดึงตาออกมา แต่ยายดึงไม่ไหว ตาเป็นคนรูปร่างใหญ่ ยายไม่สามารถลากเอาตาออกมาได้ ทุกคนแม้กระทั้งยาย ยังพูดออกมาเหมือนกันว่า “ตา ตายเพราะใช้กรรมที่ทำไว้กับแมวแท้ ๆ

นี่แหละที่ว่า สร้างเวรสร้างกรรมอย่างไรไว้ ก็ต้องชดใช้กันไปเช่นนั้นเหมือนกัน อย่างที่ตาโดน

ประเพณีบุญบั้งไฟ ของไทยเรา


บุญบั้งไฟ
ประเพณีบุญบั้งไฟ

ประวัติความเป็นมาของบุญบั้งไฟ

       ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานของไทยรวมไปถึงลาว โดยมีตำนานมาจากนิทานพื้นบ้านของภาคอีสานเรื่องพระยาคันคาก เรื่องผาแดงนางไอ่ ซึ่งในนิทางพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึง การที่ชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชา พระยาแถน หรือเทพวัสสกาลเทพบุตร ซึ่ง ชาวบ้านมีความเชื่อว่า พระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล และมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมาก หากหมู่บ้านใดไม่จัดทำการจัดงานบุญบั้งไฟบูชา ฝนก็จะไม่ตกถูกต้องตามฤดูกาล อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านได้ ช่วงเวลาของประเพณีบุญบั้งไฟคือเดือนหกหรือพฤษภาคมของทุกปี- wikipedia
 
       ประเพณีบุญบั้งไฟมีมาแต่ครั้งไหนยังหาหลักฐานที่แน่ชัด มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับความเป็นมาของประเพณีบุญบั้งไฟในแง่ต่างๆ ไว้ดังนี้
 

ความเชื่อของชาวบ้านกับประเพณีบุญบั้งไฟ


       ชาวบ้านเชื่อว่ามีโลกมนุษย์ โลกเทวดา และโลกเทวดา มนุษย์อยู่ใต้อิทธิพลของเทวดา การรำผีฟ้าเป็นตัวอย่างที่แสดงออกทางด้านการนับถือเทวดา และเรียกเทวดาว่า “แถน” เมื่อถือว่ามีแถนก็ถือว่า ฝน ฟ้า ลม เป็นอิทธิพลของแถน หากทำให้แถนโปรดปราน มนุษย์ก็จะมีความสุข ดังนั้นจึงมีพิธีบูชาแถน การจุดบั้งไฟก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่แสดงความเคารพหรือส่งสัญญาณความภักดีไปยังแถน ชาวอีสานจำนวนมากเชื่อว่าการจุดบั้งไฟเป็นการขอฝนจากพญาแถน และมีนิทานปรัมปราเช่นนี้อยู่ทั่วไป แต่ความเชื่อนี้ยังไม่พบหลักฐานที่แน่นอน นอกจากนี้ในวรรณกรรมอีสานยังมีความเชื่ออย่างหนึ่งคือ เรื่องพญาคันคาก หรือคางคก พญาคันคากได้รบกับพญาแถนจนชนะแล้วให้พญาแถนบันดาลฝนลงมาตกยังโลกมนุษย์
 
ประเพณีบุญบั้งไฟ ประวัติความเป็นมาของบุญบั้งไฟ ภาพงานบุญบั้งไฟ
งานแห่บั้งไฟ ประเพณีบุญบั้งไฟ

ความหมายของบั้งไฟ

       คำว่า “บั้งไฟ” ในภาษาถิ่นอีสานมักจะสับสนกับคำว่า “บ้องไฟ” แต่ที่ถูกนั้นควรเรียกว่า”บั้งไฟ”ดังที่ เจริญชัย ดงไพโรจน์ ได้อธิบายความแตกต่างของคำทั้งสองไว้ว่า บั้งหมายถึง สิ่งที่เป็นกระบอก เช่น บั้งทิง สำหรับใส่น้ำดื่ม หรือบั้งข้าวหลาม เป็นต้น
ประเพณีบุญบั้งไฟ ประวัติความเป็นมาของบุญบั้งไฟ ภาพงานบุญบั้งไฟ
การเอาหมื่อใส่กระบอกบั้งไฟ
 
        ส่วนคำว่า บ้อง หมายถึง สิ่งของใดๆ ก็ได้ที่มี 2 ชิ้น มาสวมหรือประกอบเข้ากันได้ ส่วนนอกเรียกว่า บ้อง ส่วนในหรือสิ่งที่เอาไปสอดใสจะเป็นสิ่งใดก็ได้ เช่น บ้องมีด บ้องขวาน บ้องเสียม บ้องวัว บ้องควาย ดังนั้น คำว่า บั้งไฟ ในภาษาถิ่นอีสานจึงเรียกว่า บั้งไฟ ซึ่งหมายถึงดอกไม้ไฟชนิดหนึ่ง มีหางยาวเอาดินประสิวมาคั่วกับถ่านไม้ตำให้เข้ากันจนละเอียดเรียกว่า หมื่อ (ดินปืน) และเอาหมื่อนั้นใส่กระบอกไม้ไผ่ตำให้แน่นเจาะรูตอนท้ายของบั้งไฟ เอาไผ่ท่อนอื่นมัดติดกับกระบอกให้ใส่หมื่อโดยรอบ เอาไม้ไผ่ยาวลำหนึ่งมามัดประกบต่อออกไปเป็นหางยาว สำหรับใช้ถ่วงหัวให้สมดุลกัน เรียกว่า “บั้งไฟ” ในทัศนะของผู้วิจัย บั้งไฟ คือการนำเอากระบอกไม้ไผ่ เลาเหล็ก ท่อเอสลอน หรือเลาไม้อย่างใดอย่างหนึ่งมาบรรจุหมื่อ (ดินปืน) ตามอัตราส่วนที่ช่างกำหนดไว้แล้วประกอบท่อนหัวและท่อนหางเป็นรูปต่างๆ ตามที่ต้องการ เพื่อนำไปจุดพุ่งขึ้นสู่อากาศ จะมีควันและเสียงดัง บั้งไฟมีหลายประเภท ตามจุดมุ่งหมายของประโยชน์ในการใช้สอย

ประเพณีบุญบั้งไฟ

ในทางศาสนาพุทธกับประเพณีบุญบั้งไฟ

         มีการฉลองและบูชาในวันวิสาขบูชากลางเดือนหก มีการทำดอกไม้ไฟในแบบต่างๆ ทั้งไฟน้ำมัน ไฟธูปเทียนและดินประสิว มีการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา 
 
ประเพณีบุญบั้งไฟ ประวัติความเป็นมาของบุญบั้งไฟ ภาพงานบุญบั้งไฟ 
บั้งไฟขนาดเล็ก

ประเพณีบุญบั้งไฟ

ส่วนประกอบของบั้งไฟ

 
      1. เลาบั้งไฟ เลาบั้งไฟคือส่วนประกิบที่ทำหน้าที่บรรจุดินปืน มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกกลมยาว มีความยาวประมาณ 1.5 - 7 เมตร ทำด้วยลำไม้ไผ่เล้วใช้ร้วไม้ไผ่ (ตอก) ปิดเป็นเกลียวเชือกพันรอบเลาบั้งไฟอีกครั้งหนึ่งให้แน่น และใช้ดินปืนที่ชาวบ้านเรียกว่า"หมือ" อัดให้แน่นลงไปในเลาบั้งไฟ ด้วยวิธีใช้สากตำแล้วเจาะรูสายชนวน เสร็จแล้วนำเลาบั้งไฟ ไปมัดเข้ากับส่วนหางบั้งไฟ ในสมัดต่อมานิยมนำวัสดุอื่นมาใช้เป็นเลาบั้งไฟแทนไม้ไผ่ ได้แก่ ท่อเหล็ก ท่อพลาสติก เป็นต้น เรียกว่าเลาเหล็กซึ่งสามารถอัดดินปืนได้แน่นและมีประสิทธิภาพในการยิงได้สูงกว่า
 
    
       2. หางบั้งไฟ หางบั้งไฟถือเป็นส่วนสำคัญทำหน้าที่คล้ายหางเสือ ของเรือคือสร้างความสมดุลย์ให้กับบั้งไฟคอยบังคับทิศทางบั้งไฟให้ยิงขึ้นไปในทิศทางตรงและสูง บั้งไฟแบบเดิมนั้น ทำจากไม้ไผ่ทั้งลำ ต่อมาพัฒนาเป็นหางท่อนเหล็กและหางท่อนไม้ไผ่ติดกันหางท่อนเหล็กมีลักษณะเป็นท่อนกลม ทรงกระบอกมีความยาวประมาณ 8-12 เมตร ทำหน้าท่เป็นคานงัดยกลำตัวบั้งไฟชูโด่งชี้เอียงไปข้างหน้าทำมุมประมาณ 30-40 องศากับพื้นดิน โดยบั้งไฟจะยื่นไปข้างหน้ายาวประมาณ 7-8 เมตร ปลายหางด้านหนึ่งตั้งอยู่บนฐานที่ตั้งบั้งไฟ
 
       3. ลูกบั้งไฟ เป็นลำไม้ไผ่ที่นำมาประกอบเลาบั้งไฟโดยมัดรอบลำบั้งไฟ บั้งไฟลำหนึ่งจะประกอบด้วยลูกบั้งไฟประมาณ 8-15 ลูก ขึ้นอยู่กับขนาดของบั้งไฟ เดิมลูกบั้งไฟมีแปดลูกมีชื่อเรียกเรียงตามลำดับคู่ขนาดใหญ่ไปหาคู่ที่มีขนาดเล็กกว่าได้แก่ ลูกโอ้ ลูกกลาง ลูกนางและลูกก้อย ลูกบั้งไฟช่วยให้รูปทรงของบั้งไฟกลมเรียวสวยงาม นอกจากนี้ลูกบั้งไฟยังเป็นพื้นผิวรองรับการเอ้หรือการตกแต่งลวดลายปะติดกระดาษ
 
ประเพณีบุญบั้งไฟ ประวัติความเป็นมาของบุญบั้งไฟ ภาพงานบุญบั้งไฟ
 

ประเพณีบุญบั้งไฟ

 
        ลายบั้งไฟ : ใช้ลายศิลปไทย คือ ลายกนก อันเป็นลายพื้นฐานในการลับลายบั้งไฟ โดยช่างจะนิยมใช้กระดาษดังโกทองด้านเป็นพื้นและสีเม็ดมะขามเป็นตัวสับลาย เพื่อให้ลายเด่นชัดในการตกแต่งเพื่อให้ความสวยงาม

       ตัวบั้งไฟ : มีลูกโอ้จะใช้ลายประจำยาม ลายหน้าเทพพนม ลายหน้ากาล ลูกเอ้ใช้ลายประจำยาม ก้ามปูเปลว และลายหน้ากระดาน ฯลฯ
 
       กรวยเชิง : เป็นลวดลายไทยที่เขียนอยู่เชิงยาบที่ประดับพริ้วลงมาจากช่วงตัวบั้งไฟ
 
       ยาบ : เป็นผ้าประดับใต้เลาบั้งไฟ จะสับลายใดขึ้นอยู่กับช่างบั้งไฟนั้น เช่น ลายก้านขูดลายก้าน
ดอกใบเทศ
 
       ตัวพระนาง : เป็นรูปลักษณ์สื่อถึงผาแดงนางไอ่ หรือตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ พระลักษณ์ พระราม เป็นต้น
 
      กระรอกเผือก : ท้าวพังคี แปลงร่างมาเพื่อให้นางไอ่หลงใหล
 
      ปล้องคาด : ลายรักร้อย ลายลูกพัดใบเทศ ลายลูกพัดขอสร้อย เป็นต้น
 
      เกริน : เป็นส่วนที่ยื่นออกสองข้างของบุษบก เป็นรูปรอนเบ็ดลายกนก สำหรับตั้งฉัตรท้ายเกริน ราชรถประดับส่วนท้ายของหางบั้งไฟ
 
      บุษบก : เป็นองค์ประกอบไว้บนราชรถ เพื่อสมมุติให้เป็นปราสาทผาแดงนางไอ่
 
      ต้างบั้งไฟ : ลายกระจังปฏิญาณ ลายก้านขด ลายพุ่มข้าวบิณฑ์
 
      ลายประกอบตกแต่งอื่นๆ : ลายกระจังตั้ง กระจังรวน กระจังตาอ้อย ลายน่องสิงห์ บัวร่วน กลีบขนุน
 
ประเพณีบุญบั้งไฟ ประวัติความเป็นมาของบุญบั้งไฟ ภาพงานบุญบั้งไฟ
 

ประเพณีบุญบั้งไฟ

ประเภทของบั้งไฟ


1. บั้งไฟโหวด

        บั้งไฟโบดหรือโหวดเป็นบั้งไฟขนาดเล็กตัวกระบอกจะยาวขึ้น ประมาณ 4-10 นิ้ว บรรจุหมื่อหนักประมาณ 1 ส่วน 8 ถึง 1 ส่วน 2 กิโลกรัม ใช้หางยาวประมาณ 1-4 เมตร มีกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ มัดวางรอบตัวบั้งไฟ นิยมทำประกอบกันในบั้งไฟใหญ่ (บั้งไฟหมื่น, บั้งไฟแสน) ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมทำ เพราะไม่มีช่าง
 
2. บั้งไฟม้า
 
         บั้งไฟชนิดนี้เป็นบั้งไฟขนาดเล็กจุดไปตามทิศทางที่กำหนดใช้เส้นลวดเป็นวิถีตรึงไปยังเป้าหมายที่ต้องการ ลักษณะทั่วไปเป็นบั้งไฟที่ทำจากกระบอกไม้ไผ่ 1 ปล้อง ขนาดแล้วแต่ต้องการ โดยทั่วไปเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว ยาวประมาณ 1 ฟุตทางภาคกลางและภาคอีสานเรียกว่า “ลูกหนู” คล้ายม้าที่กำลังวิ่ง ถ้าติดรูปอะไรก็เรียกชื่อไปตามนั้น เป็นคนขี่ม้า รูปวัว แล้วแต่จะทำรูปอะไร บางครั้งภาคเหนือเรียกว่า บอกไฟยิง
 
3. บั้งไฟช้าง

        บั้งไฟชนิดนี้ไม่มีหาง มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่ากระโพกหรือตะโพก เวลาจุดไม่ต้องการให้พุ่งขึ้นไปแต่ต้องการมีเสียงร้องคล้ายกับช้างร้อง วิธีทำบั้งไฟให้ใช้กระบอกไม้ไผ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดยาวเพียงป้องเดียวให้มีข้อปิดทั้ง 2 ด้าน ทุบไม้ไผ่ให้แตกเล็กน้อย เจาะรู เพื่อบรรจุหมื่อแล้วต่อชนวนเข้ารูแท่งหมื่อทำจากหมื่อถ่าน 3-4 อัดลงในไม้ไผ่ขนาดเล็กให้แน่น แล้วผ่าเอาแท่งหมื่อออกมาคล้ายข้าวหลาม ให้ได้แท่งประมาณ 3 นิ้ว การจุดนั้นนิยมต่อพ่วงชนวนบั้งไฟใหญ่ เวลาจุดชนวนผ่าจะเกิดเสียงดังเหมือนเสียงช้างร้อง นิยมวางต่อกันเป็นช่วงๆ กระบอก ถ้าต้องการจะให้มีเสียงดังอย่างไรก็จะมีเทคนิคในการทำให้เกิดเสียงนั้นๆ

ประเพณีบุญบั้งไฟ ประวัติความเป็นมาของบุญบั้งไฟ ภาพงานบุญบั้งไฟ

 
4. บั้งไฟแสน

         บั้งไฟชนิดนี้เป็นบั้งไฟขนาดใหญ่ที่สุด บรรจุดินปืนหนัก 120 กิโลกรัมขึ้นไป บั้งไฟขนาดนี้ทำยากที่สุดจะต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษ เพราะบั้งไฟขนาดนี้หากแตกแล้วจะเป็นอันตรายมาก เพราะฉะนั้นก่อนทำบั้งไฟจะต้องมีพิธีกรรมบวงสรวงให้ถูกต้องตามหลักการทำบั้งไฟแสนเสียก่อนจึงจะลงมือทำ เมื่อตกบั้งไฟเสร็จเรียบร้อยแล้วจะมีการตกแต่งประดับประดาบั้งไฟ
 
5. บั้งไฟตะไล

        บั้งไฟชนิดนี้ก็คือบั้งไฟจินายขนาดใหญ่นั่นเอง มีความยาวประมาณ 9-12 นิ้ว รูปร่างกลมมีไม้บางๆ แบนๆ เป็นวงกลมครอบหัวท้ายบั้งไฟเมื่อพุ่งขึ้นสู่ฟ้าไปโดยทางขวาง
 
6. บั้งไฟตื้อ

         บั้งไฟตื้อหรือบั้งไฟกระแตนั่งตอ เป็นบั้งไฟขนาดเล็กมีหางสั้น วิธีทำ ตัดกระบอกไม้ไผ่ขนาด 1 นิ้วครึ่งยาวประมาณ 3 นิ้ว อัดหมื่อให้แน่นประมาณ 2 นิ้ว ใช้หมื่อถ่านสามหรือถ่านสี่อัดด้วยเถียดไม้ให้แน่น ต่อหางซึ่งทำจากไม้ไผ่ เหลาเป็นแท่งเล็กๆ ใช้เลื่อยตัดมุมข้อออกจนเห็นหมื่อ เจาะให้เป็นรูเล็กๆ แล้วติดชนวน เวลาจะจุดเอาหางเสียบลงในแท่นที่ตั้งพอให้ตั้งได้ จุดชนวนจากด้านบน บั้งไฟจะพุ่งและหมุนขึ้นสู่อากาศ เกิดเสียงดังตือๆ เวลาหมุนจะไม่ค่อยมีทิศทาง ใช้จุดในงานศพ เวลาจุดมีอันตรายมากไม่ค่อยนิยมทำกัน
 
7. บั้งไฟพลุ

         บั้งไฟพลุ เป็นบั้งไฟที่นิยมจุดในเทศกาลต่างๆ เช่น งานกฐิน งานบุญมหาชาติ หรือ งานเปิดกีฬา ฯลฯ เป็นบั้งไฟที่จุดแล้วทำให้เกิดเสียงดัง ในอดีตนิยมจุดในงานกฐิน เพื่อเป็นการบอกข่าวไปยังพี่น้องประชาชนทั่วไปให้ทราบ

ประเพณีบุญบั้งไฟ

 
       จากพงศาวดารเมืองยโสธรได้บันทึกไว้ว่า เมื่อราวๆ ปี พ.ศ. 2340 พระเจ้าวรวงศา (พระวอ) เสนาบดีเก่าเมืองเวียงจันทน์กับสมัครพรรคพวกเดินทางอพยพจะไปอาศัยอยู่กับเจ้านครจำปาศักดิ์ เมื่อเดินทางถึงดงผีสิงห์เห็นเป็นทำเลดี จึงได้ตั้งหลักฐานและสร้างเมืองที่นี่เรียกว่าบ้านสิงห์ท่า หรือ เมืองสิงห์ท่า” ต่อมาใน พ.ศ. 2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกฐานะบ้านสิงห์ท่าแห่งนี้ขึ้นเป็น “เมืองยโสธร” ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ มีเจ้าเมืองดำรงบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรราชวงศา ในปี พ.ศ. 2515 ได้ยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัดยโสธร โดยประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 70 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2515 ได้แยกอำเภอยโสธร อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย อำเภอป่าติ้ว อำเภอเลิงนกทา และอำเภอกุดชุม ออกจากจังหวัดอุบลราชธานี และรวมกันเป็นจังหวัดยโสธร ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2515
 
         จังหวัดยโสธรมีเนื้อที่ประมาณ 4,161 ตารางกิโลเมตร เป็นจังหวัดที่มีขนาดเล็กที่สุดในเขตอีสานตอนล่าง จังหวัดยโสธรแบ่งการปกครองออกเป็น 9 อำเภอ คือ อำเภอเมืองยโสธร คำเขื่อนแก้ว มหาชนะชัย ป่าติ้ว เลิงนกทา กุดชุม ค้อวัง ทรายมูล และไทยเจริญ
 
       บุญบั้งไฟ นิยมทำกันในเดือนหก ถือเป็นประเพณีสำคัญที่จะขาดไม่ได้ เพราะตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ชาวอีสานมีความเชื่อว่า ถ้าปีใดไม่จัดงานบุญบั้งไฟ ฟ้าฝนก็จะไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้ง ไม่มีน้ำทำนา แต่ถ้าปีใดจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ฟ้าฝนก็จะตกต้องตามฤดูกาล เกิดความอุดมสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัย งานบุญบั้งไฟจึงถือเป็นงานประเพณี ประจำปีที่สำคัญของชาวอีสาน พอใกล้ถึงวันงานชาวอีสานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะกลับบ้านไปร่วมงานบุญบั้งไฟซึ่งเป็นงานที่สร้างความรักความสามัคคีของคนท้องถิ่นเป็นอย่างดี

ประเพณีบุญบั้งไฟ

กำหนดการงานประเพณีบุญบั้งไฟ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด

ปี 2556 -วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 7 ปีมะเส็ง จ.ศ.1376 ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556 (วันแห่บั้งไฟ) วันจุดบั้งไฟทุก วันแรม 1 ค่ำเดือน 7(วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2556)
 
ปี 2557 -ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย จ.ศ.1376 ตรงกับวันพฤหัสบดี วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2557 (วันแห่บั้งไฟ)
 
ปี 2558 -ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ปีมะแม จ.ศ.1377 ตรงกับวันจันทร์วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2558 (วันแห่บั้งไฟ)
 
ปี 2559 -ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ปีวอก จ.ศ.1378 ตรงกับวันอาทิตย์วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2559 (วันแห่บั้งไฟ)
 
ปี 2560 -ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ปีระกา จ.ศ.1379 ตรงกับวันศุกร์วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2560 (วันแห่บั้งไฟ)
 
ปี 2561 -ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ปีจอ จ.ศ.1380 ตรงกับวันอังคารวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2561 (วันแห่บั้งไฟ)
 
ปี 2562 -ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ปีกุน จ.ศ.1381 ตรงกับวันจันทร์วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2562 (วันแห่บั้งไฟ)

ที่ท่องเที่ยวนายูง น้ำโสม

เที่ยว วัดป่าภูก้อน อุดรธานี
วัดป่าภูก้อน บ้านนาคำ ตำบลบ้านก้อง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี เกิดจากความดำริของพุทธบริษัทผู้ตระหนักถึงคุณค่าอันยิ่งใหญ่ และความสำคัญของป่าไม้ธรรมชาติที่เหลือน้อยลงทุกวัน โดยมุ่งดำเนินตามรอยพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการรักษาความสมบูรณ์ของป่าไม้ต้นน้ำลำธาร ตลอดจนสัตว์ป่า และพรรณไม้นานาพันธุ์ เพื่อให้เป็นมรดกของลูกหลานไทยคู่กับแผ่นดินไทย พร้อมทั้งเพื่อจรรโลงส่งเสริมพระบวรพุทธศาสนา ให้เจริญมั่งคงคู่แผ่นดินไทยตราบชั่วกาลนาน
ในปี พ.ศ. 2527 คุณโอฬาร และคุณปิยวรรณ วีรวรรณ พร้อมคณะ ได้เดินทางมาแสวงหาความสงบยังจังหวัดสกลนครและจังหวัดอุดรธานี เกิดความเลื่อมใสในวัตรปฏิปทาของพระป่า ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2527 ท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก แห่งวัดป่านาคำน้อย ตำบลบ้านก้อง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี และท่านพระอาจารย์หนูสิน ฉันทสีโล พร้อม ทั้งคณะศรัทธาญาติโยมและชาวบ้านนาคำใหญ่ ได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้น โดยนิมนต์พระอาจารย์ชาลี ถิรธมฺโม จากวัดถ้ำจันทร์ ตำบลชมพูพร อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย ให้มาอยู่เป็นประธาน และเป็นขวัญกำลังใจในการนำพาสร้างวัดแห่งนี้
การก่อสร้างวัดป่าภูก้อนจึงได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2527 โดยการริเริ่มของครอบครัวคุณโอฬาร และคุณปิยวรรณ วีรวรรณ โดยได้รับการเมตตาอนุเคราะห์ให้คำแนะนำปรึกษาของพระเถราจารย์ฝ่ายวิปัสสนา ธุระ ในภูมิภาคอีสานหลายองค์ ตลอดจนได้รับความร่วมมือร่วมใจของพุทธบริษัทหลายฝ่าย จึงได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อสร้างวัดบนเนื้อที่ 15 ไร่ จากกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2530 การก่อสร้างได้สำเร็จลุล่วงแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2539 ใช้งบการก่อสร้างรวมทั้งสิ้น 71 ล้านบาท
ภูก้อน เป็นชื่อของภูเขาลูกหนึ่ง ตั้งอยู่ในท้องที่บ้านนาคำ หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านก้อง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี เป็นภูเขาลูกใหญ่ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 827 เมตร สภาพโดยรอบเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ อากาศชื้น มีหมอกปกคลุม เป็นต้นน้ำลำธารซึ่งมีน้ำไหล



วัดป่าภูก้อน จังหวัดอุดรธานี
 
 
 
เที่ยว อุทยานแห่งชาตินายูง-น้ำโสม จังหวัดอุดรธานีอุทยานแห่งชาตินายูง-น้ำโสม ตั้งอยู่ที่บ้านสว่าง หมู่ 2 ตำบลนายูง อยู่ในเขตป่าโครงการไม้กระยาเลยกลางใหญ่ ตอนที่ 7 และตอนที่ 8 เขตอำเภอผือ จังหวัดอุดรธานี และป่าโครงการไม้กระยาเลยนายูง ตอนที่ 10 ตำบลนายูง อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาตินายูง-น้ำโสม มีเนื้อที่ประมาณ 13,112 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2518
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเขตอุทยานฯ
น้ำตกยูงทอง เป็นน้ำตกตั้งอยู่บนสันเขาภูพาน และภูย่าอู ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 500 เมตร มีลำน้ำไหลผ่านโขดหินสลับซับซ้อนสวยงามท่ามกลางความเขียวขจีของแมกไม้นานา พรรณ น้ำตกยูงทองเป็นน้ำตกขนาดเล็ก มี 3 ชั้น มีแอ่งน้ำสามารถลงเล่นได้ ในอดีตเคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและหากินของนกยูง จนเป็นที่มาของชื่อยูงทอง
จุดชมวิวผาแดง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 1,500 เมตร ตามเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติน้ำตกยูงทอง ผาแดงเป็นหน้าผาหินทรายที่สูงชันมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามเบื้องล่างได้ กว้างไกล ใกล้กับผาแดงมีหลืบถ้ำเล็ก ๆ ที่เคยเป็นที่วิปัสสนากรรมฐานของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ทางเดินศึกษาธรรมชาติน้ำตกยูงทอง เป็นทางเดินเท้าเพื่อศึกษาธรรมชาติที่อุทยานฯ จัดทำขึ้นเพื่อสื่อความหมายธรรมชาติแก่ผู้มาเยือน โดยได้จัดสื่อบรรยายลักษณะทางธรรมชาติตามเส้นทางเป็นระยะ ผ่านน้ำตกยูงทอง น้ำตกตาดน้อย จุดชมวิวผาแดง ระยะทางประมาณ 2,000 เมตร
การเดินทาง จากจังหวัดอุดรธานีไปตามทางหลวงสายอุดรธานี-หนองคาย 15 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายผ่านอำเภอบ้านผือ ไปทางอำเภอน้ำโสม เลี้ยวขวาที่บ้านสามเหลี่ยมไปทางอำเภอนายูงประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงบ้านสว่างเลี้ยวขวาไป 2 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานฯ



อุทยานแห่งชาตินายูง-น้ำโสม จังหวัดอุดรธานี